Recruitment Agency กับ Headhunter ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนให้เหมาะกับบริษัทคุณ

เมื่อองค์กรของคุณกำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนบุคลากร ต้องการขยายทีมงานอย่างเร่งด่วน หรือฝ่าย HR ไม่มีเวลาเพียงพอในการคัดกรองเรซูเม่จำนวนมากด้วยตนเอง การเลือกใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญภายนอกจึงเป็นทางออกที่ช่วยประหยัดทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และทรัพยากรภายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
โดยบริการสรรหาพนักงานที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ บริการ Recruitment Agency และ Headhunter อย่างไรก็ตาม บริการทั้งสองรูปแบบนี้มักถูกนำมาใช้สลับกันอยู่บ่อยครั้ง จนทำให้ฝ่ายบริหารและผู้ดูแลฝ่ายบุคคลหลายบริษัทเกิดความสับสนว่า บริการทั้งสองประเภทมีความแตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกใช้บริการแบบใดจึงจะคุ้มค่ากับงบประมาณ พร้อมทั้งให้ผลลัพธ์ที่ตรงกับเป้าหมายขององค์กรมากที่สุด
บทความนี้จะพามาเจาะลึกทุกมิติความแตกต่าง ตั้งแต่วิธีการทำงาน ระดับตำแหน่งงาน โครงสร้างค่าบริการ พร้อมตารางเปรียบเทียบและเช็กลิสต์การตัดสินใจ เพื่อช่วยให้องค์กรของคุณเลือกผู้ช่วยสรรหาบุคลากรได้อย่างแม่นยำและตอบโจทย์ธุรกิจมากที่สุด
สรุปความต่างใน 1 นาที Recruitment Agency VS Headhunter
- Recruitment Agency บริษัทสรรหาบุคลากร: เน้นการสรรหาพนักงานครอบคลุมหลายระดับ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการ (Operational) เจ้าหน้าที่ชำนาญการ (Officer/Specialist) ไปจนถึงระดับผู้จัดการ (Manager) โดยอาศัยฐานข้อมูลผู้สมัครขนาดใหญ่ (Talent Pool) และการลงประกาศงาน
- Headhunter นักล่าตัวผู้บริหาร: เน้นการค้นหาและเจาะจงล่าตัวบุคลากรระดับบริหารสูง (Executive Level) ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่หาตัวจับยาก (Niche Specialists) โดยใช้วิธีการติดต่อโดยตรง (Direct Approach) ไปยังกลุ่มคนที่ไม่ได้กำลังเปิดรับหางาน
ตารางเปรียบเทียบความแตกต่าง Recruitment agency กับ headhunter
| ประเด็นเปรียบเทียบ | Recruitment Agency | Headhunter |
| ระดับตำแหน่งงานที่สรรหา | ระดับปฏิบัติการ, เจ้าหน้าที่, ผู้จัดการ | ผู้บริหารระดับสูง (C-Level, VP, Director), Specialist |
| กลุ่มผู้สมัครเป้าหมาย | ผู้ที่กำลังหางาน (Active) & คนพร้อมย้ายงาน | กลุ่มที่ไม่คิดจะย้ายงาน (Passive Candidates) |
| วิธีการสรรหา (Sourcing Method) | ฐานข้อมูลในระบบ, ประกาศงาน, Social Media | การเจาะจงติดต่อส่วนตัว, เครือข่ายคอนเนกชันเชิงลึก |
| ระยะเวลาดำเนินการ | รวดเร็ว (ประมาณ 7–21 วัน) | ละเอียดและเฉพาะเจาะจง (ประมาณ 30–60 วัน) |
| โครงสร้างค่าบริการ | จ่ายตามความสำเร็จ (Success Fee 15%–20%) | มีทั้งค่ามัดจำล่วงหน้า (Retainer) และ Success Fee (20%–30%) |
3 วิธีเช็กลิสต์: องค์กรของคุณควรเลือกใช้บริการแบบไหน?
1. เลือกใช้ Recruitment Agency เมื่อ…
- ต้องการหาพนักงานจำนวนมากหรือขยายทีมเร็ว: เช่น การเปิดสาขาใหม่ การขยายทีม Marketing, Sales, Admin หรือ IT Support
- ต้องการควบคุมงบประมาณค่าบริการ: ชำระค่าธรรมเนียมตามความสำเร็จหลังจากได้พนักงานเข้าทำงานจริงเท่านั้น
- เน้นความรวดเร็วในการได้คน: เอเยนซีมีฐานข้อมูลผู้สมัครพร้อมนัดสัมภาษณ์ทันที
2. เลือกใช้ Headhunter เมื่อ…
- ต้องการตำแหน่งระดับผู้บริหารสูง (Executive): เช่น CEO, CFO, CTO ที่กุมทิศทางและกลยุทธ์สำคัญขององค์กร
- มองหาตำแหน่งที่มีความลับสูง (Confidential Role): ไม่ต้องการให้คู่แข่งหรือคนในองค์กรทราบว่ากำลังเปิดรับสมัครตำแหน่งนี้
- ต้องการคนที่มีความชำนาญเฉพาะทางขั้นสูง: บุคลากรที่มีคุณสมบัติหายากมากในท้องตลาด และต้องดึงตัวมาจากบริษัทคู่แข่งโดยตรง
ขั้นตอนการทำงานเบื้องต้นของบริการสรรหาบุคลากร
ไม่ว่าองค์กรจะเลือกใช้บริการรูปแบบใด กระบวนการทำงานหลักจะมีขั้นตอนสำคัญดังนี้
- ทำความเข้าใจความต้องการ : พูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับ Job Description, คุณสมบัติที่จำเป็น, โครงสร้างเงินเดือน และวัฒนธรรมองค์กร
- ค้นหาและคัดกรองผู้สมัคร : ดำเนินการคัดเลือกเรซูเม่และสัมภาษณ์รอบแรกโดยผู้เชี่ยวชาญ
- ส่งรายชื่อผู้สมัคร : นำเสนอรายชื่อผู้สมัครที่มีคุณสมบัติตรงตามโจทย์ให้องค์กรพิจารณา
- นัดหมายสัมภาษณ์และส่งมอบงาน : ประสานงานนัดสัมภาษณ์ จนถึงขั้นการเซ็นสัญญาและเริ่มงานจริง
สรุปและคำแนะนำในการเลือกใช้บริการ
ทั้ง 2 แบบ ต่างเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร แต่ละรูปแบบมีจุดเด่นและวัตถุประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกัน การเลือกผู้ช่วยสรรหาบุคลากรที่ถูกต้องจึงขึ้นอยู่กับ ระดับตำแหน่งงาน, ความเร่งด่วน, และ งบประมาณ ขององค์กรคุณ
สำหรับองค์กรที่ต้องการโซลูชันการสรรหาพนักงานที่ยืดหยุ่น ครอบคลุมตั้งแต่สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Outsourcing / Recruitment) ไปจนถึงตำแหน่งงานทั่วไป การเลือกใช้บริการจากบริษัทสรรหาบุคลากรชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จะช่วยเซฟทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และได้คนที่ตรงกับวัฒนธรรมองค์กรมากที่สุด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ต่างกันพอสมควร โดยบริการ Recruitment คิดอัตราค่าบริการเฉลี่ยอยู่ที่ 15% – 25% จากรายได้รวมต่อปี (Annual Package) ของพนักงาน ขณะที่ Headhunter จะคิดอัตราสูงกว่า อยู่ที่ประมาณ 20% – 30% หรือมากกว่านั้นเนื่องจากความยากในการล่าตัวกลุ่ม Passive Candidates
Recruitment ส่วนใหญ่คิดค่าบริการแบบ Success Fee จ่ายเมื่อได้พนักงานเริ่มงานจริงเท่านั้น ส่วน Headhunter มักมีค่าธรรมเนียมมัดจำล่วงหน้า (Retainer Fee) ประมาณ 30% ก่อนเริ่มงานเพื่อเป็นค่าดำเนินการ และชำระส่วนที่เหลือเมื่อสรรหาสำเร็จ
Headhunter ใช้เวลานานกว่า เฉลี่ยประมาณ 30 – 60 วัน เนื่องจากต้องใช้กระบวนการทาบทามและเจรจาจูงใจสูง ส่วน Recruitment จะรวดเร็วกว่า ใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 7 – 21 วัน เนื่องจากมีฐานข้อมูลผู้สมัครพร้อมสัมภาษณ์ในระบบอยู่แล้ว
ขึ้นอยู่กับระดับตำแหน่ง หากเป็นตำแหน่ง IT Specialist, Developer หรือ Engineer ระดับปฏิบัติการถึงผู้จัดการ การเลือกใช้บริการ Recruitment ที่มีความเชี่ยวชาญสายงาน IT โดยเฉพาะจะคุ้มค่าและรวดเร็วกว่า แต่หากเป็นระดับ CTO หรือ IT Director ระดับบริหารสูงสุด การเลือกใช้ Headhunter จะตอบโจทย์เรื่องความแม่นยำในการดึงตัวได้มากกว่า
ไม่เหมือนกันครับ อัตราค่าบริการจะแตกต่างกันไปตามระดับตำแหน่ง ความยากง่าย และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialization) เช่น ตำแหน่งระดับปฏิบัติการทั่วไปจะมีอัตราค่าบริการเริ่มต้นที่ 15% ขณะที่ตำแหน่งเฉพาะทางที่ขาดแคลนในตลาด เช่น IT Specialist, Developer หรือระดับบริหารสูง อาจมีอัตราค่าบริการอยู่ที่ 18% – 25% ขึ้นไป
สนใจ HR Outsource? ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ Professional One ได้ฟรีวันนี้
ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญ LINE: @ProonesalesTel. 02 619 2161 กด 1
