EN  |  TH

7 สาเหตุของการขยันมาทั้งปี แต่คุณยังไม่ก้าวหน้าเหมือนเดิม

0

ชีวิตการทำงานกับความก้าวหน้าเป็นเรื่องคู่กัน เพราะไม่จะทำงานอะไร ตำแหน่งใด ย่อมต้องการความก้าวหน้าด้วยกันทั้งนั้น แม้แต่เจ้าของกิจการเอง ก็อยากจะเห็นกิจการของตัวเองรุ่งเรืองก้าวหน้า มีรายรับเข้ามาเป็นกอบเป็นกำ  คนที่เป็นลูกจ้างหรือพนักงานหรือผู้บริหารก็ต้องการความก้าวหน้าในงานในตำแหน่ง เพราะหมายถึงค่าตอบแทนที่จะเพิ่มสูงขึ้นไปตามตำแหน่งหากไม่มีความก้าวหน้าฉันท์ใด ก็ย่อมอยากที่จะออกจากงานฉันท์นั้นเช่นกัน

หลายครั้งก็มักจะได้ยินพูดทำนองนี้บ่นเช่นนี้บ่อย ๆ  “ทำงานมาหลายปีแล้วแต่เงินเดือนน้อยจังเลย” หรือ “ทำงานมานานเมื่อไหร่จะเลื่อนตำแหน่งให้ซะทีนะ” ฯลฯ  และไม่ว่าเหตุผลใดก็ตามลองทำใจให้สงบอย่าเพิ่งรีบออกจากงาน แล้วลองหันกลับมาทบทวนตัวเอง แล้วคิดในมุมมองใหม่ดังนี้

1.เพราะทัศนคติติดลบมากเกินไป

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดเรื่องหนึ่งในบรรดาทุก ๆ เรื่องที่จะพูดต่อไป เพราะมีคำพูดหนึ่งที่เป็นจริงอยู่เสมอคือ ทัศนคติเป็นทุก ๆ อย่างในชีวิต คนที่ประสบความสำเร็จได้จำเป็นจะต้องมีทัศนคติ หรือวิธีคิดในเชิงบวกมากกว่าทัศนคติในเชิงลบ

ถ้าเราคิดเชิงบวก เราจะเห็นโอกาสในทุกปัญหาอยู่เสมอ ดังนั้น หากเราไม่ชอบอะไรเราสามารถที่จะคิดเปลี่ยนแปลงสิ่งใด ๆ ก็ได้ แต่ถ้าเรื่องนั้น ๆ เกินกำลังที่เราจะเปลี่ยน วิธีที่ดีที่สุดคือเปลี่ยนความคิดของเราต่อสิ่งนั้นเสียใหม่ แล้วหาวิธีปรับตัวให้เหมาะกับสิ่งนั้นอย่าด่วนตัดสินใจออกจากงาน เร็วเกินไป

 2.ยังไม่รู้ว่าตัวเองมีความสามารถอะไรอยู่บ้าง

คำว่าความสามารถก็คือ “Competency” นั่นเอง  ซึ่งความสามารถจะประกอบด้วย 3 เรื่องคือ KSA หมายถึงท่านมีความรู้ (Knowledge) ในงานที่เหมาะสมที่จะทำงานนั้น ๆ ให้ได้ดีบ้าง, ท่านมีทักษะ (Skills) หรือความเชี่ยวชาญชำนาญในงานที่ท่านปฏิบัติได้เป็นอย่างดีบ้าง และท่านมีคุณลักษณะภายใน (Attributes) ที่เป็นแรงขับเคลื่อนภายในที่จะทำให้งานนั้นประสบความสำเร็จ เราต้องหันกลับมาพัฒนาเจ้า KSA ให้เต็มที่ เต็มศักยภาพที่เรามี และใช้ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่มีภายในตัวให้ตรงกับงานที่ท่านรับผิดชอบอยู่อย่างเต็มที่ แค่นี้เราก็จะประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน แถมยังไม่ต้องรีบออกจากงาน ก่อนเวลาด้วยนะคะ

3.การทำงานแบบเดิมทุกวัน

คุณลองใช้ความสามารถที่มีจากข้อ 2 มาคิดทบทวนงานที่รับผิดชอบดูว่า งานที่เราทำมานั้น                      ได้เวลาทบทวนปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิมแล้วหรือไม่ เรายังทำงานในวันนี้เหมือนเมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อปีที่แล้ว เรายังคงทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่เคยคิดปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรให้ดีขึ้นไป ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้แล้วใครเขาจะมาเห็นว่าเรามีฝีมือมีการพัฒนา เพราะเราทำงานแบบมนุษย์อัตโนมัติทุก ๆ วันย่อมไม่มีอะไรแสดงให้เห็นว่ามีการพัฒนาเพิ่มขึ้นแบบนี้สมควรออกจากงานโดยเร็ว

เปรียบเทียบง่ายๆเช่น ห้างสรรพสินค้า แม้จะมีการขายของอยู่ทุกวันจนเป็นงานประจำ (Routine) คือขายสินค้า แต่ห้างต่าง ๆ เขายังต้องปรับเปลี่ยนมุมขายสินค้า, เปลี่ยนการวางสินค้าในชั้นวาง, เปลี่ยนการจัดอีเวนต์ (Event) ต่าง ๆ อยู่เสมอเพื่อไม่ให้ลูกค้ารู้สึกจำเจ แล้วท่านล่ะ ถ้าเปรียบให้ลูกค้าของท่านคือหัวหน้างาน เขาเห็นท่านทำงานอยู่เหมือนเดิม ๆ โดยตลอด เขาไม่จำเจแย่เลยหรือคะ

4. ไม่เปลี่ยนมุมมองและวิธีการทำงานใหม่

สืบเนื่องจากข้อที่แล้วจึงเลยมาถึงข้อนี้ โดยอยากให้ข้อคิดว่าหากท่านลองปรับมุมมองใหม่       โดยการมองหัวหน้าของท่านเป็นลูกค้า แล้วท่านเป็นผู้ขายหรือเจ้าของสินค้า  ท่านเคยปรับปรุงสินค้าหรือบริการให้มีอะไรแปลกใหม่แล้วนำกลับไปเสนอลูกค้า (ซึ่งก็คือหัวหน้า) ของท่านบ้างหรือเปล่า อย่างน้อยสักปีละครั้งท่านควรจะนำงาน ที่ท่านลองคิดปรับปรุงให้ดีขึ้น ไปเสนอพูดคุยกับหัวหน้า (เปรียบเสมือนลูกค้ารายใหญ่) ดูว่าเขาต้องการสินค้า (หรืองาน) แบบนี้หรือไม่  ถ้าไม่ใช่ เขาต้องการให้เป็นแบบไหน นี่คือการทำงานแบบเชิงรุก (Proactive)                       ที่ไม่ใช่การทำงานแบบเชิงรับ (Reactive) ซึ่งเชื่อว่าจะมีอะไรที่ดีขึ้นกว่าการที่จะคอยแต่รอรับคำสั่งเพียงอย่างเดียวจริงไหมคะ

5.เป็นขาเม้า ประจำที่ทำงาน

ไม่ว่าละครเรื่องใด ดาราคนไหน หรือข่าวใดกำลังเป็นกระแส เรียกว่าคุณคือผู้รู้ก่อนคนอื่นและมีหน้าที่กระจายข่าวให้ทั่วองค์กร แบบนี้ก็ไม่สมควรกระทำเป็นอย่างยิ่งค่ะ เพราะนอกจากข่าวสารในองค์กรที่สมควรติดตามและพูดคุยเพื่อสานต่อเรื่องงานแล้ว เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการทำงานต้องรู้จักหาเวลา หรือหาสถานที่สนทนาที่ไม่ใช่ในเวลางานค่ะ เพราะไม่เช่นนั้นคงต้องเตรียมพร้อมหางาน ไปพร้อมกับการเม้าส์แน่ๆค่ะ

6.มีผลงานแค่คำพูด

ลักษณะคนเช่นนี้ เป็นคนที่รับปากงานได้แทบทุกชิ้นว่าสามารถทำได้ แต่พอรับมาจริงๆก็มักโยนให้คนนั้นคนนี้ช่วย จนท้ายที่สุดตนเองก็ไม่มีผลงานจะแสดงให้หัวหน้าเห็น เมื่อเป็นเช่นนี้โอกาสในการก้าวหน้าของคุณในที่ทำงานเรียกว่าแทบไม่มีที่ให้เกิดเลยค่ะ แถมผลการประเมินที่จะต้องได้เจออาจจะต้องเตรียมพร้อมหางานใหม่ก็เป็นได้ค่ะ

7.ผลงานไม่ดี

ตรงจุดนี้พูดกันง่ายๆให้เห็นภาพว่า ทำงานแบบราคาคุยมากกว่าจะเห็นผลงาน หมายถึงทำงานได้ทุกงานแต่ไม่มีผลงานเด่นสักอย่างเดียว คนลักษณะนี้มีอยู่มากตามองค์กร และมักจะคุยทับคนใหม่เสมอว่าตัวเองเก่ง แต่ท้ายที่สุดก็ยังคงต้องย่ำอยู่กับตำแหน่งเดิมๆ เพราะไม่คิดจะสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์อย่างเด่นชัดนั่นเอง

ทั้งหมดที่บอกมาข้างต้น ก็มีปัจจัยหลักสำคัญอยู่ที่ “ทัศนคติ” ของแต่ละคน เพราะปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เราก้าวหน้าไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้นคือตัวของเราเอง ที่จะคิดจะวางแผนยังไงกับเส้นทางเดินในชีวิตของเราเองจริงไหมคะ